วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันที่ 26 เมษายน 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 16

นำเสนอโมเดลโรงเรียนของแต่ละกลุ่ม
กลุ่มของข้าพเจ้าคือ
โรงเรียนอนุบาลแม่ริม


โรงเรียนอนุบาลแม่ริม
สังกัดคณะกรรมสำนักงานเอกชน
ข้อมูลทั่วไป
  • ตั้งอยู่เลขที่ 173 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50000
  • เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 1-3 จำนวน 3 ห้องเรียน
  • โรงเรียนมีเนื้อที่ 1 ไร่ 
ข้อมูลด้านการบริหาร
  • ผู้บริหาร ดร.นิศากร อ่อนประทุม 
  • วุฒิการศึกษา ปริญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา
  • ดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนตั้งแต่ วันที่ 19 เมษายน 2538 จนถึงปัจจุบัน
  • ผู้ช่วยผู้บริหาร ผศ.ดร สุรรณษา คำกอง
  • วุฒิการศึกษาปริญญาโท 
ประวัติย่อ
  • โรงเรียนอนุบาลแม่ริม ตั้งอยู่เลขที่ 177 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สักกัดคณะกรรมการสำงานเอกชน จัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2538 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยได้รับการบริจาคที่ดิจากวัดน้ำตกแม่สา ขนาด 1ไร่ ดร.นิศากรร อ่อนประทุม จึงจัดตั้งโรงเรียนแม่ริมขึ้นเพื่อประชาชน ภายในท้องถิ่นได้ส่งลูกหลานมาเรียนให้เด็กได้มีความรู้และโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
คำขวัญของโรงเรียน
  •  เรียนดี ทักษะเด่น เน้นวินัย ใฝ่คุณธรรม
สีประจำโรงเรียน
  •  ชมพู หมายถึง สุภาพอ่อนโยน
  • ฟ้า หมายถึง ความสื่อสัตย์ ความสว่างไสว
สัญลักษณ์โรงเรียน

  1. แสงเทียน หมายถึง ความสว่างที่แม้จะน้อยนิดก็สามารถนำแสงสว่างได้ เปรียบเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับการพัฒนาและมีความเจริญงอกงามในทุกด้าน
  2. ดอกบัวตูมที่โผล่พ้นน้ำ หมายถึง ความงามของดอกบัวที่พร้อมจะเบ่งบานตลอดเวลา เปรียบเสมือนเด็กที่กำลังจะเจริญเติบโตมีวุฒิภาวะความพร้อมในการพัฒนาทุกด้าน 
วิสัยทัศน์
  • โรงเรียนแม่ริม มุ่งมั่นจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะความสามารถเรื่องเทคโนโลยี มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และพอเพียง
ข้อมูลสภาพชุมชนโดยรวม
  • สภาพชุมชนรอบโรงเรียนมีลักษณะหลายชนเผ่าหลายเชื้อชาติ ประชากรประมาณ 2,500 คน บริเวณใกล้เคียงโดยรอบโรงเรียนประกอบอาชีพหลักของชุมชน เกษตรกรรมและรับจ้าง ส่วนใหญ่นักถือศาสนาพุทธ ประเพณี ศิลปวัตนธรรมท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือประเพณี ต๋านก๋วยสลากภัต ประเพณีกินวอปอยชางลอง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง เป็นต้น
  • ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพหลักคือ เกษตรกรรมและรับจ้างส่วนใหญ่นัลถือศาสนาพุทธ ฐานะทางเศรษฐกิจ/รายได้เฉลียต่อปี 40,000 บาท 


โครงสร้างหลักสูตรของโรงเรียนอนุบาลแม่ริม
หลักสูตรมอนเทสซอรี่
  • มอนเทสซอริ เป็นแนวทางการศึกษาจากวัยแรกเกิดถึงวัยผู้ใหญ่ โดยใช้การสังเกตความต้องการของเด็กๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมต่างๆ รอบโลก
ดร.มาเรีย มอนเทสซอริ (Dr. Maria Montessori)ได้เริ่มงานของท่านเมื่อหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ท่านได้พัฒนาแนวการศึกษาบนพื้นฐานความเข้าใจของท่านในเรื่องแนวโน้มการเรียนรู้อย่างธรรมชาติของเด็กๆ ซึ่งได้ปรากฏให้เห็นในสิ่งแวดล้อมที่มีการจัดเตรียมไว้สำหรับกลุ่มเด็กหลากอายุ (0-3 ปี , 3-6 ปี , 6-9 ปี , 9-12 ปี และ 12-14 ปี)

          สิ่งแวดล้อมแนวมอนเทสซอริมีการออกแบบเฉพาะ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้มือเพื่อการพัฒนาการจะเชิญชวนให้เด็กๆ ต้องใจในกิจกรรมการเรียนรู้ตามที่เด็กแต่ละคนเลือกสรร เด็กๆในชั้นเรียน 
มอนเทสซอริเรียนรู้โดยการค้นพบจากอุปกรณ์ เกิดการบ่มเพาะสมาธิ มีแรงจูงใจ มีวินัยในตนเอง 
และที่สุดรักที่จะเรียนรู้ภายใต้การแนะนำของครูที่ผ่านการอบรมมา

          ปัจจุบัน โรงเรียนที่จัดแนวการสอนมอนเทสซอริ จะพบว่ามีอยู่ทั่วโลกที่ให้บริการเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง วัยรุ่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโรงเรียนเอกชนมากกว่า 4,000 แห่ง ที่จัดแนวการสอนมอนเทสซอริ และโรงเรียนของรัฐมากกว่า 200 แห่ง ที่จัดโปรแกรมแนวมอนเทสซอริ สมาคมมอนเทสซอริสากล (Association Montessori Internationale (AMI) )  ก่อตั้งโดย ดร.มาเรีย มอนเทสซอริ ในปีคศ. 1929 ยังคงรักษาหลักการการศึกษาแนวมอนเทสซอริและเผยแพร่
การศึกษาแนวมอนเทสซอริไปทั่วโลก

                    ห้องเรียนปฐมวัยมอนเทสซอริเป็น “ห้องนั่งเล่น” สำหรับเด็ก เด็กสามารถเลือกงานของตนเองจากอุปกรณ์ เรียนรู้การแก้ไขให้ถูกวิธีโดยตนเอง ซึ่งวางอยู่บนชั้นวางของที่เปิดเผยและทำงานในพื้นที่เฉพาะตน นานนับช่วงเวลาหนึ่งเด็กจะพัฒนาเข้าสู่สังคมภาวะปกติ เด็กทำงานด้วยสมาธิที่สูงและการรบกวนที่น้อยมาก ภาวะปกติเป็นกระบวนการที่เด็กเคลื่อนไหว จากความไม่เป็นระเบียบวินัยสู่การมีวินัยในตนเอง จากความไม่เป็นระบบสู่ความเป็นระบบ จากความวอกแวกสู่ความเป็นศูนย์กลาง โดยผ่านการทำงานในสิ่งแวดล้อมนั้น กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นจากการทำงานซ้ำๆ กับอุปกรณ์ที่จับใจเด็ก สำหรับเด็กบางคน
การเปลี่ยนแปลงภายในตนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ความมีสมาธิที่ลุ่มลึก ในปฐมวัยมอนเทสซอรินั้น ความสามารถทางวิชาการเป็นหนทางสู่จุดจบ และการปฏิบัติการด้วยมือเป็นอุปกรณ์เพื่อการพัฒนาการ
ในปฐมวัยมอนเทสซอริ หมวดสำคัญ 5 หมวด ประกอบขึ้นเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีการเตรียมการ ได้แก่

  • หมวดชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการพัฒนาการของการทำงานในองค์การและสติปัญญา
    ผ่านการใส่ใจตนเอง การดูแลสิ่งแวดล้อม การฝึกหัดความสง่างามและความสุภาพ และความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวด้านร่างกาย
  • หมวดประสาทรับรู้ ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การเป็นระบบ การแยกแยะ และการพรรณนา ความประทับใจในส่วนประสาทรับรู้ที่สัมพันธ์กับความยาว ความกว้าง อุณหภูมิ มวลสาร สี ระดับ และอื่นๆ
  • หมวดคณิตศาสตร์ รู้จักใช้อุปกรณ์ที่ปฏิบัติด้วยมือ ส่งผลให้เด็กเกิดความคิดก่อขึ้นในใจในเรื่องจำนวน สัญลักษณ์ ลำดับ การปฏิบัติและความทรงจำในข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐาน
  • หมวดภาษา รวมถึงการพัฒนาการภาษาพูด ภาษาเขียน การอ่าน การใช้ไวยากรณ์ การละครสร้างสรรค์ และ วรรณกรรมของเด็กๆ ทักษะพื้นฐานในการเขียนและการอ่านพัฒนาจากการใช้อักษรทราย ภาพอักษร และการนำเสนอบทเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กสามารถสัมพันธ์เสียงและสัญลักษณ์อักษรได้อย่างง่ายดายและสามารถแสดงสื่อความคิดของตนผ่านการเขียน
  • หมวดกิจกรรมวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานต่างๆ ในเรื่องภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ และชีววิทยา ส่วนเรื่องดนตรี ศิลปะ และการเคลื่อนไหวเป็นส่วนบูรณาการกับหลักสูตรวัฒนธรรม
                          สิ่งแวดล้อมปฐมวัยรวมเรื่องสังคมจิตวิทยา กายภาพ และการทำหน้าที่ศึกษาหาความรู้ของเด็ก เรื่องสำคัญได้แก่ การจัดเตรียมรากฐานขั้นต้นและขั้นทั่วไปให้แก่เด็กซึ่งรวมถึงเจตคติเชิงบวกที่เด็กมีต่อโรงเรียน ความรู้สึกมั่นคงภายใน และปราสาทรับรู้ในเรื่องการจัดระบบ ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง สิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพ ความอยากรู้อยากเห็น ความใจจดใจจ่อ ความคิดริเริ่มและความเพียร 
ความสามารถในการตัดสินใจ ความมีวินัยในตนเอง และความรู้สึกรับผิดชอบต่อสมาชิกอื่นๆ ในชั้นเรียน โรงเรียน และชุมชน รากฐานเหล่านี้ส่งเสริมให้เด็กเพิ่มพูนความรู้พิเศษเฉพาะและทักษะตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน


แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
                                       
  • ห้องสมุดมีขนาด ๑๑๐  ตารางเมตร โดยใช้ระบบการสืบค้นระบบดิวอี้ 

แหล่งเรียนรู้ภายนอก
  • สวนสัตว์เชียงใหม่
  • หัตถกรรมพื้นบ้านทำร่มบางบ่อสร้าง
  • อุทธยานแห่งชาติดอยอินทนน
  • วัดน้ำตกแม่สา
ปราชญ์ชาวบ้าน
  1. นางมาสสุภา วงศ์สันต์ ให้ความรู้เรื่อง การทำร่มบ่อสร้าง
  2. นายณเดช บ้านแจ้ง ให้ความรู้เรื่อง การทำขนมครก
  3. นางพรรำเพย แสนสุข ให้ความรู้เรื่องตุ๊กตาดินเผา

ผลงานดีเด่น
  1. สุดยอดนักบริหารสถานศึกษา 4 ปีซ้อน
  2. นักบริหารสถานศึกษาเมืองเชียงใหม่  ๒๕๕๙
  3. ครูปฐมวัยดีเด่นประจำภาคเหนือ
  4. สุดยอดครูมืออาชีพระดับจังหวัดเชียงใหม่ ๖ ปีซ้อน
  5. โรงเรียนดีเด่นประจำภาคเหนือ
  6. นักวิทยาศาสตร์ ระดับจังหวัดในระดับชั้นอนุบาล ๒
  7. จิตกรน้อยในโครงการวาดรูปพ่อหลวงระดับชั้นอนุบาล ๓

วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแม่ริม
  • เพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพในการวางรากฐานของชีวิตและสร้างพื้นฐานทางสติปัญญาให้กับเด็ก โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดจน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับเด็กๆ อยู่เสมอจากการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการดำเนินงานของผู้บริหารและครูทุกท่าน




วันที่ 17 เมษายน 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 15


ไม่มีเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ป่วย

วันที 12 เมษายน 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 14

งดการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นวันหยุดสงกรานต์

วันที่ 5 เมษายน 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 13

นำเสนอสัมภาษณ์ผู้บริหาร

กลุ่มที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนธรรมานุรักษ์



กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเศรษฐบุตร 




กลุ่มที่ 3 โรงเรียนกัลยวิทย์



วันที่ 29 มีนาคม 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 12

นำเสนอคำคมสำหรับการบริหาร

เลขที่ 22
"เราทำงานคนเดียวไม่ได้ แต่ละคนมีดีคนละอย่าง ควรหันหน้าเข้าหากันทำงานด้วยกัน เอาสวนรวมเป็นหลัก มิใช่ตนเป็นใหญ่"



เลขที่ 23 
" หากเงินคือ ความหวังของคุณสู่อิสรภาพ คุณจะไม่มีวันได้อิสรภาพนั้น"




เรื่่อง การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็กในชุมชนให้ดีขั้น และนับวันจะมีความสำคัญต่อชุมชนมากยิ่งขั้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสำคัญของการพัฒนาในช่วยระยะแรกของชีวิตและให้บรรลุถคงเป้าหมายของการพัฒนาเด็ก

  • จุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาปฐมวัย

  1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่สมบูรณ์แข็งแรง
  2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคม ของเด็กเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่สุขภาพที่สมบูรณ์มีความเข้มแข็งทางจิตใจ
  3. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยที่ขยัน แข็งแรง ซื่อสัตย์มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
  4. เพื่อส่งเสริมความคิดที่สร้างสรรค์ด้านต่างๆ
  5. เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน/ศูนย์ก่อนวัยเรียนในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก
  6. เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรกและดำเนินการต่อโดยเหมาะสม


  • หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย

          การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานที่ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับจึงทำให้มีหน่วยงานหลายหน่วยงานให้ความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการและรับผิดชอบการจัดการศึกษาในระดับนี้ ประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ/เอกชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ
หลักเกณฑ์การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

1.การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน

ขั้นตอนที่ 1
- สถานที่
- ที่ดิน
- อาคารเรียน/ห้องเรียนและห้องประกอบ
- ครุภัณฑ์และอุปกรณ์การเตรียนมความพร้อม

ขั้นตอนที่ 2
- การขอจัดตั้งโรงเรียน
- โครงการจัดตั้งโรงเรียน
- ยื่นหนังสือขออนุญาตใช้แบบแปลนเพื่อก่อสร้างความพร้อมของเอกสาร
- แบบแปลน 3 ชุด
- หนังสือรับรองของสถาปนิก / วิศวกร
- เอกสารการแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
- รายงานการคำนวณโครงสร้าง
- ในกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนมีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก็จะดำเนินการดังนี้ 
                    - แบบแปลน 3 ชุด
                    - หนังสือรับรองสภาพความมั่นคงของอาคาร รับรองโดยวุฒิของวิศกร
                    - เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
การยื่นเรื่อง
                     - ส่วนกลาง ให้ยื่นเรื่องที่กองโรงเรียนสามัญศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

                      - ส่วนภูมิภาค ให้ยื่นเรื่องที่อำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน

ขั้นตอนที่ 3
              เมื่อก่อสรางอาคารเสร็จเรียบร้อยให้ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนดำเนินการยื่นเอกสาร
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 1)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 4)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 7)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำร้อง ร.11
  • ระเบียบการโรงเรียน
  • แผนผังบริเวณโรงเรียน
  • แผนผังอาคารเรียน/ห้องต่างๆ
  • รายการตรวจสถานที่และสุขภิบาล
  • ใบอนุญาให้ใช้แบบแปลน

คุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนผู้จัดการครูใหญ่/ครู
  • มีความรู้ไม่ต่ำกว่าชั้น ม.3 ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2521
  • ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรตอนปลาย
  • ผู้ขอเป็นครูใหญ่ ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่าประกาศนียบัตร/มีความรู้ทางการศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรรับรองว่าเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ ต้องมีประสบการณ์เป็นครูมาไม่น้อยกว่า 3 ปี

2.การจัดสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยภาคเอกชน

ขั้นตอนในการจัดสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
  • การรับนักเรียน
  • การจัดประสบการณ์เตรียมความพร้อม
  • การบริหารโรงเรียน

3.การจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • การจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้สอดคล้องกับสถานที่และเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้กำหนดพันธกิจยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์


วันที่ 22 มีนาคม 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 11

นำเสนอคำคม

เลขที่ 17 นางสาวจิราพร  ละครสระน้อย
"ผู้บริหารทรงประสิทธิผลจะถามว่า นายเขาถนัดอะไร นายจะต้องรู้อะไรบ้างเพื่อใช้จุดแข็งได้เต็มที่ นายต้องการอะไรจากฉันบ้าง ที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดี "

เลขที่ 18 นางสาวปาริฉัตร  ภู่เงิน
" ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องยากๆ อย่ายอมแพ้ เพราะมันกำลังบอกเราว่า...ให้เราพยายามมากกว่านี้"

เลขที่ 19 นางสาวสุพรรษา  คำกอง
" ตัวคุณเองเก่งอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องสร้างทีมงานคุณให้เก่งด้วย"

เลขที่ 21 นางสาวณานุรักษ์  เงินโพธิ์กลาง

" ชมคนด้วยวาจา มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญทำร้ายคนด้วยวาจา สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ "


แสดงบทบามสมมติการเป็นผู้บริหารในรูปแบบที่ดีและไม่ดี

กลุ่ม 1


กลุ่ม 2



กลุ่ม 3




วันพุธที่ 15 มีนาคม 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 10

นำเสนอคำคมเกี่ยวกับการบริหาร

เลขที่ 12


" ความสามารถที่คุณไม่ได้ใช้ก็เหมือนปากกาเคมีที่ลืมปิดฝา มันจะค่อยๆแห้งไป จนเขียนไม่ติด"


เลขที่ 15


"ผมมักจะเลือกคนขี้เกียจ ทำงานยากๆเสมอเพราะ เขาจะหาวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการมัน"


เลขที่ 16



" อย่าปล่อยให้เสียงแห่ง...ทัศนคติ ของคนอื่น ดังกลบเสียง...หัวใจของเราเอง"


  • นำเสนอวิจัยกลุ่ม





วันที่ 8 มีนาคม 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 9


นำเสนอคำคมสำหรับการบริหาร

เลขที่ 14


ในการเลือกที่ทำงานในแต่ละครั้ง เราควรเลือกทำงานในที่ที่มีเจ้านายใจดี มีน้ำใจต่อลูกน้อง


เทคนิคการเสริมสร้างบุคลิกที่ดีสำหรับการเป็นผู้บริหาร


ความหมายของบุคลิกภาพ

       ลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคลหนึ่งและเป็นผลทำให้บุคคลนั้น มีความแตกต่างไปจากบุคคลอื่นๆ บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 สภาพ ด้วยกันคือ
บุคลิกภาพภายนอก สามารถสังเกตเห็นหรือสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้โดยการฝึกเลียนแบบ และสามารถวัดผลได้ทันที บุคลิกภาพภายนอกที่สำคัญที่สุด คือ บุคลิกภาพทางกายและวาจา
บุคลิกภาพภายใน หมายถึง บุคลิกภาพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเป็นส่วนที่สัมผัสได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาในการสัมผัส

 ประเภทของบุคลิกภาพ

        บุคลิกภาพภายนอก คือ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกของแต่ละคนสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน แบ่งเป็น 4 หมวด คือ
1.รูปร่างหน้าตา
2.การแต่งกาย
3.กิริยาท่าทาง
4.การพูด
        บุคลิกภาพภายใน คือ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ หรืออุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แก้ไขได้ยาก เช่น
1. ความเชื่อมั่นในตนเอง
2. ความกระตือรือร้น
3. ความรอบรู้
4. ความคิดริเริ่ม
5. ความจริงใจ
6. ไหวพริบปฏิภาณ
7. ความรับผิดชอบ
8. ความจำ
9. อารมณ์ขัน

  • การมองตัวเองในกระจก

  1. การมองเห็นตัวเอง
  2. การยอมรับตัวเอง
  3. การเข้าใจตัวเอง
  4. เชื่อถือในตัวเอง



  • หรือการพูดให้ความรู้ การนำเสนองานต่างๆ นั้น ควรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เนื้อหาสาระของคำพูด 7%  น้ำเสียง 38% กิริยาท่าทาง (บุคลิกภาพ) 55%

          1.การใช้สายตา การมอง การสบสายตาขณะพูด  
          2.การแต่งกาย  
          3.ภาษาพูด จังหวะการพูด ระดับเสียง  
          4.การเดิน / การนั่ง  
          5.การแสดงออกและท่าทาง การไหว้ การรับไหว้
          6.ความสะอาด
          7.สุขภาพต้องดี คนป่วยคงไม่มีใครอยากเข้าใกล้


  •  สาเหตุที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ คือความท้อถอย

             บุคลิกภาพที่ไม่สร้างสรรค์และอยู่ภายในตัวตนแล้วทำให้ความเป็นคนๆ นั้นไม่สมบูรณ์ ได้แก่ความท้อถอยแม้ว่าเป็นประโยคสั้นๆ แต่ถ้าอาการนี้ถ้าเกิดขึ้นกับใครแล้ว อาการนี้จะเข้ามาทำลายความสมดุลในตัวเรา เข้ามาแทรกในความรู้สึกนึกคิดทำให้พลังและศักยภาพของเราลดน้อยลงกว่าครึ่ง ในเรื่องความท้อถอยมักเกิดขึ้นกับบุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลในช่วงอายุอื่นจะไม่มีความท้อ บางท่านอาจเกิดอาการท้อเป็นช่วงๆ บางท่านโชคดีไม่รู้จักความท้อ 

  •  ความท้อถอยสามารถสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ คือ

        1. ลักษณะของความท้อถอยทางด้านอารมณ์ หรือ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ ได้แก่ความรู้สึกเบื่อ
หน่าย ความอ่อนล้า หมดเรี่ยวหมดแรง เกิดความเครียด ความคับข้องใจ ไม่สบอารมณ์  
        2. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ได้แก่ ลักษณะของบุคคลที่ไม่สนใจในพฤติกรรมของใครๆ ไม่ยินดียินร้าย ใครจะทักก็ช่าง ใครไม่ทักก็ช่าง ไม่ใส่ใจพฤติกรรมของคนอื่น มีเจตคติและแนวคิดที่ไม่ดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ร้าย 
       3. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานของคนบางท่านอาจจะรู้สึกเองว่าตนเองไร้ความสามารถ การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจไว้ บุคคลกลุ่มนี้จะมองคุณค่าของตนเองต่ำ


  •  สาเหตุของความท้อถอย 
  1. ด้านบุคลิกภาพ  บุคลิกภาพที่พึ่งพาคนอื่น บุคลิกภาพที่ขาดความอดทน ขาดความอดกลั้น  บุคลิกภาพที่เชื่อมั่นตนเองสูง บุคลิกภาพที่มีความรับรู้ตนเองต่ำ จิตใจไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในทุกเรื่อง 
  2. ด้านอายุ  บุคคลที่มีอายุน้อย ความท้อถอย มีมากกว่าบุคคลที่สูงอายุ ทั้งนี้เพราะความท้อถอยมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ วุฒิภาวะ การรู้จักชีวิตมากขึ้น 
  3. ด้านสถานภาพการสมรส  ความท้อมักเกิดกับคนโสดมากกว่าคนสมรสแล้ว ความท้อยังสัมพันธ์กับความเหงา คนโสดทั้งหญิงและชาย ถ้าเกิดอาการท้อถอย บุคคลในกลุ่มนี่จะเกิดอาการนานและค่อนข้างรุนแรง 
  4. ด้านการปฏิบัติงานในความรับผิดชอบ  เริ่มตั้งแต่สองปีแรกของการทำงานบุคคลจะเกิดความท้อได้ง่าย ยิ่งปฏิบัติงานแบบไม่มีใครช่วยใคร บุคคลยิ่งเกิดอาการท้อมากขึ้น


  •   แนวทางและวิธีการในการแก้ไขอาการท้อถอย

1.ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก้ไขที่ตัวเราเองเท่านั้น     
2.อย่าเป็นคนตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม    
3.สร้างเจคติเรื่องงานใหม่ให้ท่านคิดว่า “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุขทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน"     
4.มองหาจุดมุ่งหมายในชีวิตใหม่

  • ครูกับการพัฒนาตน 
  1. การพัฒนาตนเป็นการที่บุคคลพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่การเป็นผู้มีบุคลิภาพสมบูรณ์ในขอบเขตที่มีความเหมาะพอดีกับความสามารถของผู้นั้น และเหมาะสมกับค่านิยมของสังคมเพื่อการชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาคนนับเป็นสิ่งสำคัญในอันที่จะนำไปสู่การพัฒนาอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นครู
  2. ครูควรพัฒนาตนเองใน 2 ลักษณะคือ
1.การพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก
                     -การพัฒนาในด้านความรู้
                     -การพัฒนาในด้านเทคโนโลยี
                     -การพัฒนาในด้านคุณลักษณะกับเจคติ
2.การพัฒนาตนเองในด้านการเป็นสมาชิกของสังคม เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                    -การรู้จักตนเองและเข้าใจตนเอง
                    -การสำรวจตนเอง
                    -การปรับปรุงตนเองในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก-ภายใน การพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี การพัฒนามนุษยสัมพันธ์ การพัฒนาการเรียนรู้

  •   การรักษาสุขภาพอนามัย

      -  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
      -  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
      -  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
      -  ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
      -  ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
      -  พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
      -  รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

  •   การดูแลร่างกาย

    -  รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
    -  ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
    -  โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
    -  รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
    -  รักษากลิ่นตัว
    -  รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
    -  ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
    -  ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
    -  ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
    -  เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์

  • หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพ


            การยืน เดิน นั่งเป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลอิริยาบถคือการ
เดิน ยืน นั่ง เปิด-ปิดประตู ขึ้นลงรถ อย่างถูกต้องสวยงาม

       การรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล สถานที่ และเวลา อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคม
ที่ดี เช่น การรู้จักกราบไหว้ที่ถูกวิธี และถูกกาลเทศะ การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ การปฏิบัติ
ตนในงานเลี้ยงต่างๆการไปเยี่ยมคนป่วยการมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส เป็นต้น

              บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไร
ขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม คือไม่
ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี


          แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ

               การรักษาสุขภาพอนามัย
             -  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
             -  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
             -  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
             -  ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
             -  ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
             -  พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
             -  รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

               การดูแลร่างกาย
             -  รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
             -  ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
             -  โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
             -  รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
             -  รักษากลิ่นตัว
             -  รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
             -  ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
             -  ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
             -  ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
             -  เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์

               การแต่งกาย
              -  สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ
              -  สีสันไม่ฉูดฉาดควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง
              -  กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี สีเรียบ สำรวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย
              -  แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดี
              -  เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู
              -  ผม หมั่นสระให้สะอาด  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง  แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า
             -  เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด
            -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม
            -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ


                  อารมณ์
                   รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง  คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้  ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ ฉะนั้น บุคคลใดที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้นจะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น

การพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิด
ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดีไม่มองคนในแง่ร้าย
จิตใจก็เป็นสุข ไม่มีความกังวล ดังนั้นจึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้
       1.มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำสิ่งต่างๆ
       2.มีความซื่อสัตย์ กระทำตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา แล้วความไว้วางใจจะตามมา มีเรื่องสำคัญเขาก็จะ
ให้เราทำ
       3.มีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับผู้ที่มอบหมายไว้วางใจให้ทำ
       4.มีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
       5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ
       6.มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนด
เวลา
       7.มีความรู้
       8.ห่วงตัวเอง เติมชีวิตให้กับตัวเอง
       9.มีความจำแม่น
      10.วางตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ


 การพัฒนาบุคลิกภาพด้านกายบริหารทรวดทรง
             องค์ประกอบของทรวดทรง ขึ้นอยู่กับกลไกของการเคลื่อนไหวของร่างกายและโครงสร้าง   
 ของร่างกายไม่ว่าหญิงหรือชายก็ชอบที่จะมีรูปร่างงามทั้งนั้น ผู้ชายก็ต้องการมีรูปร่างสมาร์ท ผู้
หญิงก็ต้องการมีเอวบาง ร่างน้อย มีสุขภาพดี การมีรูปร่างงาม สุขภาพดี เกิดจากการพัฒนาตัวเรา
เอง เราเป็นผู้วางแผนในชีวิตของเราเอง

             ทรวดทรงอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ส่วนสัดและท่าทาง ทำให้คนทุกคนดูแตก   
ต่างกันไป บุคลิกที่ไม่ดีแสดงว่าเจ้าของเรือนร่างขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าได้เรียนรู้วิธีเสริม
สร้างเสน่ห์ให้กับบุคลิกภาพของตนเองแล้ว จะไม่เพียงทำให้มีรูปร่างสง่างามเท่านั้น ยังสามารถ
ทำให้การปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่น งานก็มีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นจึงควรใช้เวลาในการบริหาร
ทรวดทรงของตนเองเป็นประจำอยู่เสมอ เพราะสุขภาพที่ดี และทรวดทรงที่งดงามอีกด้วย

  • การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน
  • การยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเอง
  • การปรับปรุงในส่วนที่ปรับปรุงได้
  • การใช้สิ่งอื่นๆเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ


         การส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีควรส่งเสริมคุณภาพจิตสาธารณะมากำกับ เพื่อบุคคลจะได้ลดละความเห็นแก่ตนในระดับที่พอดำรงชีวิตอยู่ได้ เสียสละ เกื้อกูลคนอื่น เป็นผู้รับในบางโอกาสและเป็นผู้ให้ในบางโอกาส มีจิตใจที่ดีงาม มีร่างกายที่สะอาดสดใสก็เท่ากับว่าบุคคลได้ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคลิกภาพแล้วนั่นเอง

การพัฒนาบุคลิกภาพด้านการเรียนรู้

          ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นครูจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเพิมพูนประสบการณ์ให้ตรงกับตนเองอยู่เสมอ เช่น
  1. การฟัง
  2. การอ่าน
  3. การเขียน